บล็อกนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการเรียนการสอนรายวิชาอินเตอร์เน็ตและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างผู้ที่ให้ความสนใจ ผู้จัดทำขอขอบคุณทุกท่านที่เขามาเยี่ยมชม

12 ก.ย. 2555

การกำหนดเป้าหมายของนโยบายการเงิน

ธนาคารแห่งประเทศไทยดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting) มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2543 ซึ่งหมายความว่า ธปท. ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลอัตราเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว แต่ ธปท. ยังให้ความสำคัญกับการดูแลการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเสถียรภาพด้านอื่นๆ อาทิ ภาคธุรกิจ ภาคครัวเรือน ภาคสถาบันการเงิน และตลาดการเงินด้วย
เป้าหมายเงินเฟ้อตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2543 จนถึงปี 2551
1)ใช้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core inflation) เป็นเป้าหมายในการดำเนินนโยบาย
อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน หมายถึง อัตราการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนของดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) ที่หักราคาสินค้าในหมวดอาหารสดและพลังงานออก โดยมีเหตุผลมาจากการที่ราคาสินค้าในกลุ่มที่หักออกดังกล่าว อาทิ ข้าว ผลิตภัณฑ์จากแป้ง เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ค่าไฟฟ้า ก๊าซหุงต้มและน้ำมันเชื้อเพลิง มีความผันผวนมากในระยะสั้นอันเกิดจากปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือความสามารถในการควบคุมของนโยบายการเงิน ดังนั้น หากยังคงรวมอยู่ในเป้าหมายอาจจะทำให้ต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินบ่อยครั้งและอาจจะเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจให้เลวลงไปอีกได้ เช่น กรณีที่ราคาสินค้าหมวดอาหารสดและพลังงานสูงขึ้น ซึ่งส่งผลบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชนอยู่แล้ว หากมีการดำเนินนโยบายการเงินอย่างเข้มงวด โดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลง จะมีผลทำให้การอุปโภคบริโภคยิ่งลดลง และกลายเป็นการซ้ำเติมการขยายตัวของเศรษฐกิจให้เลวลงมากขึ้น
กล่าวโดยสรุปคือ การหักราคาสินค้าในกลุ่มดังกล่าวออกจะช่วยลดความผันผวนของอัตราเงินเฟ้อ สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่แท้จริง (Underlying inflation) ที่มาจากด้านอุปสงค์หรือส่วนของ Second-round effect ได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกัน ความผันผวนที่น้อยลงช่วยลดการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินบ่อยเกินความจำเป็น อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะหักราคาสินค้าหมวดอาหารสดและพลังงานออกก็ตาม แต่ข้อมูลที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาในภาพรวม (General price level) ก็ยังสามารถสะท้อนได้จากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3 ใน 4 ของดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index) นอกจากนี้ จากข้อมูลในอดีตพบว่าในระยะยาวอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะเคลื่อนไหวไปด้วยกัน แม้ว่าในระยะสั้นอาจมีความแตกต่างกันบ้าง ดังนั้น การดูแลรักษาเสถียรภาพด้านราคาโดยการใช้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นเป้าหมาย จะเท่ากับเป็นการดูแลรักษาเสถียรภาพของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปด้วย ซึ่งหมายถึงการดูแลให้ราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับค่าครองชีพของประชาชนมีเสถียรภาพในระยะยาว
2) ใช้ช่วงร้อยละ 0-3.5 ต่อปี เป็นเป้าหมาย โดยคำนึงถึง
ความสามารถในการปรับตัวของประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับราคา โดยเฉพาะกลุ่มผู้เกษียณอายุที่พึ่งพารายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากเป็นหลัก กลุ่มผู้มีเงินเดือนประจำ รวมไปถึงกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่มีอำนาจต่อรองค่าจ้างค่อนข้างต่ำ เพราะอาจได้รับผลกระทบหากระดับของเงินเฟ้อที่เป็นเป้าหมายสูงเกินไป เนื่องจากรายได้มักจะเพิ่มขึ้นไม่ทันกับอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้อำนาจซื้อลดลง
ความสอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อของประเทศคู่ค้าคู่แข่งสำคัญของไทย เพราะการรักษาอัตราเงินเฟ้อของไทยให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อของประเทศคู่ค้าคู่แข่งจะช่วยรักษาความสามารถแข่งขันด้านราคาในการส่งออกของประเทศไทยได้ โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2542 – 2551) อัตราเงินเฟ้อของประเทศคู่ค้าคู่แข่งสำคัญของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1.8
3) ใช้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยรายไตรมาสเป็นเป้าหมาย
เนื่องจากโดยปกติ อัตราเงินเฟ้อรายเดือนมักจะมีความผันผวนสูง การเฉลี่ยเป็นรายไตรมาสจึงช่วยให้เห็นพัฒนาการของเงินเฟ้อได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยให้ ธปท. และประชาชนสามารถตรวจสอบได้เร็วกว่าการเฉลี่ยเป็นรายปีหรือระยะเวลาที่นานกว่านั้น หากเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะหลุดจากเป้าหมาย รวมทั้งยังสอดคล้องกับประมาณการจากแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาครายไตรมาสที่คณะกรรมการฯ ใช้เป็นเครื่องมือประกอบการกำหนดนโยบาย
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีความเห็นว่าเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ร้อยละ 0-3.5 มีความเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจของไทย และการที่กำหนดเป็นช่วง (Range) และมีขนาดกว้างพอสมควร ก็เพื่อที่จะช่วยให้การดำเนินนโยบายการเงินมีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ (Temporary economic shocks) ซึ่งช่วยลดความจำเป็นที่คณะกรรมการฯ จะต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินบ่อยครั้ง ซึ่งหมายถึงการลดความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจและการเงินของประเทศดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
เป้าหมายเงินเฟ้อปี 2552
พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 กำหนดกรอบในการดำเนินงานด้านนโยบายการเงินของประเทศไว้อย่างชัดเจนในมาตราที่ 28/8 โดยระบุว่า “ภายในเดือนธันวาคมของทุกปี ให้คณะกรรมการนโยบายการเงินจัดทำเป้าหมายของนโยบายการเงินในปีถัดไป เพื่อเป็นแนวทางให้แก่รัฐและ ธปท. ในการดำเนินการใด ๆ เพื่อดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพด้านราคา โดยทำความตกลงร่วมกับรัฐมนตรี และให้รัฐมนตรีเสนอเป้าหมายของนโยบายการเงินที่ได้ทำความตกลงร่วมนั้นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา”
ด้วยเหตุนี้ กนง. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจึงได้พิจารณาทบทวนความเหมาะสมของเป้าหมายเงินเฟ้อปี 2552 ร่วมกันอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงประเด็นสำคัญต่าง ๆ และได้เห็นชอบร่วมกันที่จะเสนอเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อใหม่โดย
(1) ใช้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยรายไตรมาสเช่นเดิมเพื่อสร้างความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย
(2) ปรับช่วงของเป้าหมายให้แคบลงไว้ที่ร้อยละ 0.5-3.0 ต่อปี ทั้งนี้ ได้ปรับขอบล่างให้สูงกว่าศูนย์เพื่อลดโอกาสของการเกิดภาวะเงินฝืด ขณะเดียวกันปรับขอบบนลงให้เท่ากับที่ปรับขอบล่างขึ้น เพื่อไม่ส่งสัญญาณว่าจุดยืนของนโยบายการเงินจะเปลี่ยนแปลง ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเป้าหมายดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2552
เป้าหมายเงินเฟ้อปี 2553
กนง.และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเห็นชอบร่วมกันที่จะยังคงใช้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยรายไตรมาสที่ร้อยละ 0.5-3.0 ต่อปี เป็นเป้าหมายเงินเฟ้อปี 2553 ต่อเนื่องจากปี 2552 โดยเห็นว่ามีความเหมาะสมและจะสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพได้ดี เนื่องจาก
(1) อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำและไม่ผันผวน (Low and stable) จะมีส่วนสำคัญยิ่งที่ช่วยเอื้อให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
(2) เป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่วางไว้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อของประเทศคู่ค้าคู่แข่ง ซึ่งจะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกของไทย
(3) เป้าหมายเงินเฟ้อที่ต่ำช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคธุรกิจที่จะสามารถตัดสินใจวางแผนบริโภคและลงทุนได้อย่างมั่นใจ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเป้าหมายดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2552
เป้าหมายเงินเฟ้อปี 2554
กนง. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเห็นชอบร่วมกันที่จะยังคงใช้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยรายไตรมาสที่ร้อยละ 0.5 -3.0 ต่อปี ซึ่งเป็นเป้าหมายเงินเฟ้อต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2552 โดยเห็นว่ายังคงเป็นเป้าหมายที่มีความเหมาะสมในการช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะต่อไป ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเป้าหมายดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553
กรณีที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเคลื่อนไหวออกนอกช่วงเป้าหมาย
ข้อตกลงร่วมกันระหว่างคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้กำหนดไว้ว่า “กรณีที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเคลื่อนไหวออกนอกช่วงเป้าหมาย ตามที่ได้ตกลงร่วมกันไว้ ให้ กนง. ชี้แจงสาเหตุ แนวทางแก้ไข และระยะเวลาที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะกลับเข้าสู่ช่วงที่กำหนดไว้โดยเร็ว รวมทั้งให้รายงานความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาเป็นระยะตามสมควร”
www.bot.or.th

เป้าหมายและหน้าที่ทางการเงิน

วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการบริหารการเงิน
โดยทั่วไปมักเข้าใจว่าวัตถุประสงค์ของการบริหารการเงิน คือ การแสวงหากำไรสูงสุดหรือผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุด (profit maximization) แต่แท้ที่จริงแล้ววัตถุประสงค์นี้ไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่ดีเสมอไป เนื่องจากการแสวงหากำไรสูงสุดนั้นไม่ได้คำนึงถึงความพยายามที่ได้ทำลงไปในรูปของการเพิ่มเงินลงทุนหรือเพิ่มจำนวนหุ้นสามัญ นั่นคือไม่ได้คำนึงถึงความมีประสิทธิภาพ (efficiency) ในการบริหาร
ดังนั้นเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการบริหารการเงินก็คือ การแสวงหากำไรสูงสุดภายใต้ความมีประสิทธิภาพซึ่งหมายความว่า มีการใช้ความพยายามน้อยที่สุด แต่ได้รับผลตอบแทนมากที่สุด เมื่อเทียบกับกำไรและเงินลงทุนที่ธุรกิจได้รับ ซึ่งเรียกว่ากำไรต่อความพยายามสูงสุด โดยที่จะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงทางธุรกิจ (business risk) และระยะเวลาของการได้รับผลตอบแทนด้วย ซึ่งก็คือ เป้าหมายในการแสวงหาความมั่งคั่งสูงสุด (wealth maximization หรือ maximize share holder wealth) คือ การแสวงหาความมั่งคั่งขั้นสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้นสามัญ
สรุปแล้วเป้าหมายในการบริหารการเงิน คือ การแสวงหาความมั่งคั่งสูงสุด นั่นคือ การมีกำไรสูงสุดภายใต้ความมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงความเสี่ยงภัยทางธุรกิจที่ยอมรับได้และภายในระยะเวลาของการได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมที่สุด
การแสวงหาความมั่งคั่งสูงสุด หมายถึง ความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นสามัญซึ่งเป็นเจ้าของกิจการที่แท้จริง โดยวัดได้จากราคาตลาดของหุ้นสามัญที่สูงขึ้น ดังนั้นเป้าหมายในการบริหารการเงินก็คือ การแสวงหาความมั่งคั่งสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญหรือการทำให้ราคาตลาดของหุ้นสามัญมีราคาสูงที่สุดนั่นเอง
หน้าที่ทางการเงิน
เพื่อให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายในการบริหารการเงิน คือ มีความมั่งคั่งสูงสุด จะต้องมีการจัดการที่ดีในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน การผลิต การตลาด การบัญชี บุคลากร และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหน้าที่หนึ่งที่มีความสำคัญคือหน้าที่ทางการเงินนั่นเอง
หน้าที่ทางการเงิน (financial function) ประกอบด้วยหน้าที่หลัก ๆ คือ
1. หน้าที่ในการจัดหาเงินทุน
2. หน้าที่ในการจัดสรรเงินทุน
3. การตัดสินใจในนโยบายเงินปันผล

การจัดหาเงินทุน
ผู้จัดการทางการเงินมีหน้าที่ต้องตัดสินใจว่า ควรจะจัดหาเงินทุนมาจากแหล่งใดและจะจัดหาด้วยสัดส่วนเท่าใด จึงจะทำให้ค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนทางการเงิน (financial cost) ต่ำที่สุด ในขณะเดียวกันก็จะต้องไม่เกิดความเสี่ยงภัยทางการเงิน (financial risk) มากจนเกินไป
การจัดหาเงินสามารถจัดหาได้จาก 2 แหล่งใหญ่ ๆ คือ
1. แหล่งเจ้าหนี้หรือหนี้สิน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้
1. หนี้สินระยะสั้น ได้แก่ การซื้อเชื่อ การเบิกเกินบัญชี ตั๋วเงินจ่าย รายได้รับล่วงหน้า ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เป็นต้น
2. หนี้ระยะปานกลาง ได้แก่ การเช่าทรัพย์สิน การซื้อผ่อนชำระ เป็นต้น
3. หนี้สินระยะยาว ได้แก่ การกู้ยืมระยะยาว การออกจำหน่ายหุ้นกู้หรือพันธบัตร เป็นต้น
ในการจัดหาเงินจากแหล่งหนี้สินนี้จะมี financial risk สูง แต่มี financial cost ต่ำ (มีความเสี่ยงทางการเงินสูงแต่มีต้นทุนทางการเงินต่ำ)
2. แหล่งเจ้าของกิจการ ได้แก่ การออกจำหน่ายหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ และกำไรสะสม ซึ่งการจัดหาเงินทุนจากแหล่งเจ้าของกิจการจะเสียต้นทุนทางการเงิน (financial cost) สูง แต่จะมีความเสี่ยงทางการเงิน (financial risk) ต่ำส่วนการพิจารณาสัดส่วนการจัดหาเงินทุนว่าควรจะจัดหาจากแหล่งต่าง ๆ ในสัดส่วนเท่าใด เพื่อให้การจัดหาเงินทุนเป็นไปอย่างเหมาะสม ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการชอบความเสี่ยง (risk preference) ของผู้บริหารทางการเงินแต่ละคนว่าชอบความเสี่ยงมากหรือน้อย
ถ้าหากชอบความเสี่ยงมากโครงสร้างเงินทุนก็จะประกอบไปด้วยสัดส่วนของหนี้สินมากกว่าส่วนของเจ้าของ แต่ถ้าไม่ชอบความเสี่ยงโครงสร้างเงินทุนก็จะประกอบไปด้วยสัดส่วนของส่วนของเจ้าของมากกว่าหนี้สิน การตัดสินใจจัดหาเงินทุนจึงเป็นตัวกำหนดต้นทุนของเงินทุน (cost of capital) และความเสี่ยงทางการเงิน (financial risk) หรือความเสี่ยงที่อาจจะไม่สามารถชำระหนี้ได้เมื่อถึงกำหนดชำระ ซึ่งแหล่งเงินทุนแต่ละแหล่งจะมีคุณลักษณะแตกต่างกันดังนี้
- แหล่งเงินทุนระยะสั้น โดยปกติจะเสียต้นทุนของการจัดหาเงินต่ำ เนื่องจากเจ้าหนี้รับภาระความเสี่ยงในระยะเวลาไม่นานนัก จึงสามารถรับอัตราผลตอบแทนที่ต่ำได้ แต่ความเสี่ยงภัยในการหาเงินจะสูง เนื่องจากผู้จัดหาเงินมีเวลาสั้นในการหาเงินมาชำระหนี้
- แหล่งเงินทุนระยะยาว โดยปกติจะเสีย ต้นทุนของการจัดหาเงินสูง เนื่องจากมีระยะเวลานาน เจ้าหนี้จะรับภาระความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จึงต้องเรียกร้องดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เพื่อให้คุ้มกับความเสี่ยงที่เจ้าหนี้ได้รับ แต่ความเสี่ยงภัยในการหาเงินต่ำ เนื่องจากผู้จัดหาเงินมีเวลานานในการหาเงินมาชำระหนี้ในการเปรียบเทียบแหล่งของการจัดหาเงินทุนโดยละเอียดว่าแหล่งใดมีความเสี่ยงภัยสูงหรือต่ำกว่า และต้นทุนการจัดหาสูงหรือต่ำกว่า
ก็อาจเปรียบเทียบจากการเรียงลำดับการจัดหาเงินทุนจากงบดุลทางด้านขวาหรือด้านหนี้สินและทุนซึ่งโดยปกติจะเรียงลำดับจากแหล่งเงินทุนที่มีระยะสั้นที่สุดไปหาแหล่งที่มีระยะยาวที่สุด หรือเรียงจากความเสี่ยงสูงที่สุดไปหาความเสี่ยงต่ำที่สุดดังนี้
ผู้จัดการทางการเงินที่เลือกจัดหาเงินทุนจากแหล่งระยะสั้นในสัดส่วนที่มากกว่าจะเสียต้นทุนในการจัดหาเงินทุนที่ต่ำแต่มีความเสี่ยงภัยสูง ตรงข้ามกับผู้จัดการทางการเงินที่จัดหาเงินทุนจากแหล่งระยะยาวในสัดส่วนที่มากกว่าจะเสียต้นทุนในการจัดหาเงินทุนสูงแต่ความเสี่ยงภัยจะลดลง
การจัดสรรเงินทุน
ผู้จัดการทางการเงินจะต้องตัดสินใจว่าควรจะนำเงินทุนที่ได้มาไปลงทุนสินทรัพย์อะไรบ้างและในสัดส่วนเท่าไร ซึ่งถ้าหากเป็นการลงทุนในเงินสดก็จะไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่จะก่อให้เกิดความคล่องตัวในการชำระหนี้ แต่ถ้าหากเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรก็จะก่อให้เกิดรายได้สูง แต่ความคล่องตัวหรือสภาพคล่องในการเปลี่ยนเป็นเงินสดเพื่อการชำระหนี้ต่ำสุดนั่นคือ เมื่อดูจากการจัดสรรเงินทุนในงบดุลทางด้านซ้าย จะเห็นว่าทรัพย์สินหมุนเวียนจะมีสภาพคล่องที่สูงแต่ให้ผลตอบแทนที่ต่ำ ส่วนทรัพย์สินถาวรจะมีสภาพคล่องที่ต่ำแต่จะให้ผลตอบแทนที่สูง (สภาพคล่อง หมายถึง ความสามารถในการเปลี่ยนสินทรัพย์ให้เป็นเงินสด เพื่อนำมาชำระหนี้ให้เร็วที่สุด)
ในการจัดสรรเงินทุนนั้นจะส่งผลกระทบต่อหลายอย่างดังนี้
- ขนาดของธุรกิจ (size of firm)
- สภาพคล่องของธุรกิจ (liquidity)
- กำไรของกิจการ (return)
- ขนาดของกำไร (size of profit)
- ความเสี่ยงของธุรกิจ (business risk)
การตัดสินใจในนโยบายเงินปันผล
นโยบายเงินปันผลมีความสัมพันธ์กับการจัดหาเงินทุนและการจัดสรรเงินทุน เพราะการจ่ายเงินปันผลคือการนำเอากำไรสุทธิที่สะสมอยู่ในรูปของกำไรสะสมมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่เจ้าของกิจการ และส่งผลให้ราคาตลาดของหุ้นสามัญสูงขึ้นด้วย ในทางตรงกันข้ามถ้ากิจการไม่มีการจ่ายเงินปันผล ราคาตลาดของหุ้นสามัญจะลดลง แต่กิจการก็สามารถที่จะนำเงินกำไรสะสมนั้นไปลงทุนต่อ (reinvestment) เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นในอนาคตได้ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ในการจัดหาเงินทุนของผู้จัดการทางการเงินอีกทางหนึ่ง ซึ่งการที่กิจการจะประกาศจ่ายเงินปันผลหรือไม่และจะจ่ายในอัตราเท่าใดนั้น ก็จะต้องคำนึงถึงความต้องการใช้เงินทุนของกิจการในขณะนั้นหรือในอนาคตด้วย
ข้อควรจำ จากงบแสดงฐานะทางการเงิน (งบดุล) สรุปได้ว่า
1. ด้านทรัพย์สิน (งบดุลด้านซ้ายมือ) แสดงให้เห็นถึงการจัดสรรเงินทุนของกิจการว่าได้ลงทุนไปในสินทรัพย์ใดบ้าง ในสัดส่วนเท่าไร
2. ด้านหนี้สินและทุน (งบดุลด้านขวามือ) แสดงให้เห็นถึงการจัดหาเงินทุนของกิจการว่าได้จัดหาเงินทุนจากแหล่งใดบ้าง ในสัดส่วนเท่าไร
ผู้จัดการทางการเงินที่มีความสามารถจะมีนโยบายในการจัดหาเงินทุน การจัดสรรเงินทุน ตลอดจนนโยบายเงินปันผลที่ดี ซึ่งจะส่งผลให้กิจการมีกำไรต่อหุ้นสูงสุด มีความเสี่ยงภัยน้อยที่สุด มีระยะเวลาของการเริ่มได้รับผลตอบแทนเร็วที่สุด และราคาตลาดของหุ้นสามัญของกิจการสูงที่สุด ซึ่งจะก่อให้เกิดความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นสูงที่สุด นั่นคือกิจการสามารถบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ
ค้นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2553. จากเว็บไซต์ http://www.sheetram.com/mb203.asp

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลงเช้านี้ ขณะจับตาประชุมเฟด,ศาลเยอรมนีตัดสินกองทุน ESM

ตลาดหุ้นเอเชียในภูมิภาคเอเชียปรับตัวลงเป็นส่วนใหญ่ในช่วงเช้าวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนมีท่าทีระมัดระวังการซื้อขายในขณะที่จับตาดูการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (ESM) ในสัปดาห์นี้ ดัชนี MSCI Asia Pacific Index ปรับตัวลง 0.5% แตะที่ 118.61 จุด ณ เวลา 10.17 น.ตามเวลาโตเกียวในวันนี้
ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 8,811.33 จุด ลดลง 58.04 จุด, -0.65% ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เปิดวันนี้ที่ 1,920.46 จุด ลดลง 4.24 จุด, -0.22% ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียเปิดวันนี้ที่ 4,333.70 จุด ลดลง 0.10 จุด, 0.00% ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียเปิดวันนี้ที่ 1,618.38 จุด ลดลง 2.66 จุด ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 19,757.37 จุด ลดลง 69.80 จุด, -0.35% ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 2,127.52 จุด ลดลง 7.37 จุด, -0.35% อย่างไรก็ตาม ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันเปิดวันนี้ที่ 7,497.23 จุด เพิ่มขึ้น 14.49 จุด, +0.19%
ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นเอเชียเป็นไปอย่างซบเซา เนื่องจากนักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายในขณะที่จับตาดูศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีจะมีคำวินิจฉัยต่อกรณีการจัดตั้งกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (ESM) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการแก้ไขวิกฤตหนี้ยูโรโซน ในวันพุธนี้
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 12-13 ก.ย. ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเฟดจะใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 3 หรือ QE3 หลังจากตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรเดือนส.ค.ของสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 96,000 ตำแหน่ง ซึ่งน้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 125,000 ตำแหน่ง
หุ้นแอลจี อิเล็กทรอนิกส์ ปรับตัวลง 0.4% ในการซื้อขายที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เช้านี้ ขณะที่หุ้นโตโยต้า มอเตอร์ ร่วงลง 2.2% หลังจากยอดขายรถยนต์ของโตโยต้าในประเทศจีนอยู่ในระดับต่ำกว่าการคาดการณ์
http://www.moneyandbanking.co.th

11 ก.ย. 2555

บลจ.กรุงไทยขายกองทุนตราสารหนี้ตปท.6ด.ชูยิลด์3.10%

นายสมชัย บุญนำศิริกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทเปิดจำหน่ายกองทุนเปิดกรุงไทยธนทรัพย์ บี 50 ( KTSUPB 50 ) เสนอขาย ระหว่างวันที่ 22 - 28 สิงหาคม 2555อายุ 6 เดือน มูลค่า 5,000 ล้านบาท เน้นลงทุนตราสารทั้งในและต่างประเทศ ประกอบด้วย เงินฝากประจำ The Commercial bank of Qatar,เงินฝากประจำ Abu Dhabi Commercial Bank ,เงินฝากประจำ Bank of China สาขามาเก๊าและเงินฝาก / ตราสารการเงินระยะสั้นธนาคารพาณิชย์ไทย / ตราสารการเงินภาครัฐไทย ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนประมาณ 3.10% ต่อปี โดยเงินลงทุนในต่างประเทศจะมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน
นายสมชัย กล่าวถึงภาวะการลงทุนในตราสารหนี้ ว่า ตลาดตราสารหนี้ไทยมีแรงขายทำกำไรในตราสารระยะกลางถึงยาว ทำให้อัตราผลตอบแทนปรับเพิ่มขึ้น 7-15 basis points ขณะที่ตราสารภาครัฐระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ทรงตัว ซื้อขายกันที่ระดับ 2.85 – 3.03% ต่อปี โดยมีปัจจัยจากตลาดการเงินระหว่างประเทศที่ประเมินว่า คณะกรรมการธนาคารกลางยุโรปจะมีการเข้าซื้อพันธบัตรภาครัฐของกลุ่มประเทศยุโรปที่มีปัญหาเศรษฐกิจเพิ่มเติม และล่าสุดผู้นำเยอรมัน สนับสนุนการดำรงอยู่ของกลุ่มประชาคมยุโรป ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และญี่ปุ่นที่ทยอยประกาศ มีทิศทางที่ดีขึ้น และดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จึงทำให้นักลงทุนมีความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น
ส่วนตลาดอัตราแลกเปลี่ยน มีการเคลื่อนไหวในช่วงแคบๆ ทั้งค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ค่าเงินยูโร และค่าเงินบาท โดยในประเทศ ให้จับตาดูตัวเลขการค้าระหว่างประเทศ และตัวเลข GDP ในไตรมาส 2/2555 ซึ่งจะประกาศในสัปดาห์นี้ ว่าจะมีทิศทางชะลอตัวเช่นเดียวกับประเทศอื่นในภูมิภาคหรือไม่ เชื่อว่าจะมีผลต่อค่าเงินบาทและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในประเทศ สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนสวอปข้ามสกุลเงินบาทและเงินตราต่างประเทศในรอบสัปดาห์ทรงตัวเช่นกัน จึงทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในต่างประเทศเมื่อแปลงเป็นสกุลเงินบาทหลังปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนค่อนข้างทรงตัว ดังนั้น การลงทุนในช่วงเวลานี้ นับว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะล็อคผลตอบแทนไว้
www.stockwave.in.th/hot-news/26831-6310.html

วาณิชธนกิจยุโรปชี้วิกฤตหนี้ยูโรโซนช็อก'จีดีพี'ไทยหาย 3%

"บาร์เคลย์"ชี้สมมติฐานวิกฤตหนี้ยูโรโซนช็อก จีดีพีไทยจะหายไป3%ระดับความรุนแรงคิดเป็น2ใน3ของความตกต่ำเคยเกิดวิกฤตเลห์แมนล้มช่วงปี2551-2552
บาร์เคลย์ วาณิชธนกิจชั้นนำของยุโรป ได้เผยแพร่ "อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ตส์ รีเสิร์ช" ซึ่งเป็นบทวิเคราะห์แนวโน้มตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะเอเชีย จากการตั้งสมมุติฐานเศรษฐกิจยูโรโซนเกิดช็อกเข้าสู่ภาวะถดถอยไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ หมายถึงความเสี่ยงขาลงเกิดมากที่สุดกับตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย และคาดผลกระทบจากความตกต่ำของยุโรป จะส่งผลกระทบโดยรวมให้กับเอเชียมา
ทีมวิเคราะห์ของบาร์เคลย์สตั้งสมมุติฐานที่ว่า หากเกิดภาวะช็อกในยูโรโซนไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ซึ่งมีสาเหตุจากความตกต่ำในภูมิภาค ขณะที่ระดับความรุนแรงคิดเป็น 2 ใน 3 ของความตกต่ำเคยเกิดจากวิกฤตเลห์แมนล้มช่วงปี 2551-2552 ซึ่งช่วงเกิดวิกฤตการเงินครั้งนั้น การเติบโตของเอเชียหายไป 3.7% เงินเฟ้อดิ่งลง 7.3% ส่วนคาดการณ์จีดีพียูโรโซน คาดจะลดลงเกือบ 3% ในช่วง 3 ไตรมาสหน้า หรืออีก 9 เดือนข้างหน้า ซึ่งบวกกับราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง 40% คิดเป็นระดับความรุนแรง 2 ใน 3 ของช่วงเกิดวิกฤตปี 2551
หากปัญหาจีดีพียูโรโซนหายไปบวกปัญหาราคาน้ำมันโลกลดลง เกิดขึ้นพร้อมๆกัน คาดว่าทำให้เกิดความเสียหายมากที่สุดช่วง 5-6 ไตรมาสหน้า ขณะที่ภาวะช็อกในยูโรโซนที่คาดหยุดไม่อยู่ ตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ทำให้คาดการณ์การเติบโตของตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ช่วงครึ่งแรกของปีนี้ลดลง 1.5% ขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อลดลง 4% ก่อให้เกิดภาวะแวดล้อมเงินฝืดไม่รุนแรงทั่วทั้งภูมิภาค กรณีที่วิกฤตยูโรโซนกระจายวงกว้าง จนทำให้ตลาดการเงินเกิดการบิดเบือน อย่างกรณีสเปนและอิตาลีไม่สามารถเข้าถึงตลาดเงิน หรือความเสี่ยงเกี่ยวโยงกับกรีซมีมากขึ้น ผลที่ตามมาที่เกิดกับเศรษฐกิจโลก และผลกระทบเกี่ยวเนื่องสำหรับเอเชีย อาจเลวร้ายกว่าที่ทีมงานบาร์เคลย์ตั้งสมมุติฐานไว้
งานวิเคราะห์ยังประเมินการเปิดรับความเสี่ยงจากยุโรปของตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ซึ่งเกิดขึ้นจาก 3 ช่องทาง ทั้งการค้า การลงทุนและผลกระทบเกิดกับความเชื่อมั่น พร้อมเปรียบเทียบความอ่อนไหวกับตลาดเกิดใหม่ส่วนอื่นของโลก พบว่าพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานมีแนวโน้มที่ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย อ่อนไหวกับภาวะช็อกส่งผ่านมาจากยูโรโซนน้อยกว่าตลาดเกิดใหม่อื่น
เมื่อแยกดูเป็นรายประเทศในเอเชีย พบว่าไม่น่าแปลกใจที่ประสบการณ์ของเอเชียที่จะได้รับจากวิกฤตยูโรโซนครั้งนี้ คล้ายคลึงกับที่เคยได้รับในช่วงปี2551-2552 และจากโมเดลการวิเคราะห์ของบาร์เคลย์ บ่งชี้ผลกระทบที่ไทยและไต้หวันกับเกาหลีใต้จะได้รับรุนแรงปานกลาง คิดเป็นจีดีพีหายไป3% ตรงข้ามกับกลุ่มประเทศเอเชียอย่างสิงคโปร์กับมาเลเซีย ซึ่งมีขนาดเล็กและเปิดกว้างมากที่สุด อีกทั้งเป็นเศรษฐกิจพึ่งพาการค้ากับต่างประเทศ จะได้ผลกระทบรุนแรงมากกว่าในทันที โดยจีดีพีสิงคโปร์จะลดลง4.8%เทียบปีต่อปี และจีดีพีมาเลเซียจะลดลง4%เทียบปีต่อปี ขณะที่การเติบโตของกลุ่มเศรษฐกิจขับเคลื่อนได้อย่างมากจากภายในประเทศ อย่างอินเดียและอินโดนีเซียจีดีพีจะหายไป0.4% และในจีนจีดีพีลดลง1.5%
ทีมงานบาร์เคลย์ระบุว่า จากรูปแบบวิเคราะห์ทั้งหมดข้างต้น บ่งบอกว่าเมื่อเอเชียรวมไทยเผชิญภาวะช็อกทั่วไปจากภายนอกภูมิภาค การเติบโตของเอเชียก็ลดลงทันที่ซึ่งเป็นสถานกรณ์เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งเอเชีย และแนวโน้มความตกต่ำจะเกิดขึ้นในเอเชียนั้น ปกติแล้วหลังเกิดภาวะช็อก จะใช้เวลา2-3ไตรมาสกว่าจะพ้นจุดต่ำสุดถึงจะฟื้นตัวได้ ส่วนการฟื้นตัวที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คล้ายคลึงกับภูมิภาคอื่นส่วนใหญ่ คือฟื้นตัวในรูปวีเชพ(V-shape)
ด้านรอยเตอร์ อ้างคำกล่าวของนายซู หมิน รองผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ในงานประชุมเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัมที่จีนว่า ว่าวิกฤติหนี้ยูโรโซนจะยังคงดำเนินต่อไปอีกนาน นักลงทุนโดยทั่วไปคาดว่ายูโรโซน จะเผชิญความถดถอยปีนี้ เพราะล้มเหลวในการแก้ไขวิกฤติ โดยการลุกลามของวิกฤติยุโรปจากแบบจำลองของไอเอ็มเอฟ คาดว่าจีดีพีสหรัฐและญี่ปุ่น จะลดลง 1.5%-2.0% และของจีนลดลง 1% หากยูโรโซนถดถอยอีก ขณะที่การค้าของเอเชียอาจได้รับผลกระทบทันที เพราะยุโรปซื้อสินค้าเอเชียราว 1 ใน 3 เมื่อการเติบโตของยูโรโซนลดลงเหลือ 0% ก็จะได้เห็นการส่งออกจากเอเชียลดลงเหลือ 0% เช่นกัน

www.bangkokbiznews.com

การค้าและการเงินระหว่างประเทศ

การเงิน การธนาคารที่จะเปิดเสรีมากขึ้นเมื่อเป็น AEC


หลังจากความล่มสลายของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นความตกต่ำของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และปัญหาหนี้สาธารณะรุนแรงในสหภาพยุโรป
เศรษฐกิจของประเทศในเอเชียได้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจโลก ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่า สัดส่วนของเศรษฐกิจเอเชียกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2558 สัดส่วนของเอเชียจะเพิ่มเป็น 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก (จีดีพีโลก)
การรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 10 ประเทศ 600 กว่าล้านคน หรือ ASEAN Economic Community: AEC ที่จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2558 นี้ ซึ่งมุ่งเน้นในอาเซียนเป็นตลาดและศูนย์กลางของฐานการผลิตโลก จึงกลายเป็นอีกเวทีหนึ่งที่นักลงทุนทั่วโลกจับตา
โดยการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งล่าสุด ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ระหว่างวันที่ 26-30 มี.ค.ที่ผ่านมา เป็นการรายงานสถานการณ์ล่าสุด ถึงความคืบหน้าของเออีซี ทั้งนี้ นอกจากการเปิดเสรีการค้าบริการ เปิดเสรีแรงงาน และการลงทุน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักแล้ว การเปิดเสรีภาคการเงิน และเงินทุนเคลื่อนย้ายเป็นอีกเรื่องที่อ่อนไหว และนักลงทุนต่างประเทศให้ความสนใจมาก เพราะเป็นโอกาสที่จะเข้ามาทำกำไรในตลาดเงิน และตลาดทุนในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างเสรีมากขึ้น ทำให้ระบบการเงินไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ
ขณะเดียวกัน เพื่อรองรับการรวมตัวเป็น ประชาคมอาเซียนที่จะเชื่อมต่อตลาดและฐานการผลิตเป็นหนึ่งเดียว ระบบการเงินไทยจำเป็นต้องเร่งเตรียมการที่จะทำหน้าที่เป็นถนน เป็นสะพาน เป็นสาธารณูปโภคอำนวยความสะดวกทางการเงิน ในด้านการค้า การลงทุน และการย้ายฐานการผลิตของไทยด้วย
เปิดเสรี 4 ด้านเชื่อมระบบชำระเงิน
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวทางในการเจรจาเพื่อเปิดเสรีทางการเงิน และปรับปรุงระบบการเงินให้ เป็นมาตรฐานเดียวกัน ในขณะนี้มียุทธศาสตร์ 4 ด้าน คือ 1. ระบบชำระเงินที่เชื่อมต่อกัน 2.การเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้น 3.ระบบการให้บริการทางการเงิน ซึ่งรวมถึงระบบสถาบันการเงิน และ 4.การเปิดเสรีของตลาดทุน ซึ่งในส่วนของ ธปท.ดูแลใน 3 ยุทธศาสตร์แรก
ด้านที่ 1. ในด้านระบบชำระเงิน คือ การเชื่อมโยงระบบการชำระเงินของอาเซียนให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเป็นถนนเชื่อมโยงระบบการค้าขาย และการใช้จ่ายของ 10 ประเทศ เพื่อให้สามารถชำระค่าสินค้า และบริการข้ามประเทศทางอิเล็กทรอนิกส์ทำได้สะดวก และเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง รวมถึงการปรับปรุงศักยภาพของระบบเพื่อรองรับการชำระเงินระหว่างกันด้วยสกุลภูมิภาคที่จะมากขึ้นในอนาคต และการเชื่อมโยงระบบเอทีเอ็มพูล ให้เป็นเครือข่ายเดียวกัน มีเป้าหมายที่จะทำให้สามารถใช้บัตรใบเดียว สามารถกดเอทีเอ็มได้ทุกที่ใน 10 ประเทศอาเซียน โดยขณะนี้กำลังพัฒนาใน 5 ด้าน ได้แก่ ระบบการชำระเงินรองรับการค้า การส่งเงินทุนข้ามประเทศ การชำระค่าบริการรายย่อย การชำระเงินค่าหุ้น และตราสารหนี้ และการพัฒนาระบบการชำระเงินของทุกประเทศให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ทั้งนี้ การพัฒนาศักยภาพของระบบการเงินให้เชื่อมโยงกัน ในส่วนอาเซียน 5 คือ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และอินโดนีเซียไม่ยาก แต่กลุ่ม CLMV กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ยังต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งไทยในฐานะที่เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ2 ของอาเซียนและมีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกับกลุ่มนี้ ธปท.จึงมีบทบาทเป็นตัวกลางในการพัฒนาศักยภาพ (Capacity building) ของประเทศเหล่านี้ด้วย โดยเป็นประธานร่วมของคณะทำงาน Payments and Settelment System (PSS)”
เปิดก๊อกไหลออกรับมือย้ายเงินเสรี
สำหรับด้านที่ 2 คือ การเปิดเสรีเงินทุนมากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้การเจรจายังเป็นการยอมให้เปิดเสรี ตามความพร้อมของแต่ละประเทศเป็นหลัก โดยมีเป้าหมายให้เงินทุนเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรียิ่งขึ้น โดยลดหรือยกเลิกกฎระเบียบมาตรการเป็นอุปสรรคของการเคลื่อนย้ายเงินทุน แต่ก็จะมีการสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วย ในส่วนของไทย จะดำเนินการตามแนวทางของแผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ โดย ธปท.ต้องการที่จะวางแนวทางให้เงินทุนเคลื่อนย้ายเข้าและออกมีความสมดุลกันมากขึ้น โดยผ่อนคลายในเรื่องการนำเงินออกนอกประเทศที่เสรีมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับเกณฑ์การนำเข้าเงินทุนจากต่างประเทศที่เสรี โดยจะผ่อนคลายการไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ทั้งการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่เพื่อย้ายฐานการผลิต และส่วนบุคคล โดยจะมีการขยายประเภทนักลงทุน ขยายวงเงินลงทุนในต่างประเทศ ลดขั้นตอนและกฎระเบียบของการเคลื่อนย้ายเงินทุน แต่จะดูแลการบริหารความเสี่ยงในด้านอัตราแลกเปลี่ยนให้ยืดหยุ่นและมีทางเลือกมากขึ้น
สมาชิกอาเซียนมีกำหนดส่งแผนการเปิดเสรีระยะสั้น และระยะปานกลาง ภายในเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้ ซึ่งในระหว่างนี้ มีมติว่าประเทศใหญ่ ควรสนับสนุนประเทศที่เป็นสมาชิกใหม่ในเรื่องการทำแผนการเปิดเสรีเงินทุนทั้งนี้ ในช่วงแรก ผู้ว่าการ ธปท.ประเมินว่า จะยังเป็นการเคลื่อนย้ายเงินทุนในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จึงไม่กระทบการปล่อยบาทออกสู่ตลาดต่างประเทศมากเกินไป และการดูแลค่าเงินบาท อย่างไรก็ตาม ในภูมิภาคนี้กำลังมีความพยายามที่จะใช้การแลกเปลี่ยนเงินตราโดยตรงด้วยสกุลท้องถิ่น โดยไม่ต้องใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯเป็นสกุลในการแลกเปลี่ยนมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งส่วนนี้ ธปท.มีกลไกที่จะรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือการเก็งกำไรค่าเงิน โดยเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นตามสถานการณ์ไว้แล้ว
ส่วนเป้าหมายการรวมสกุลเงินอาเซียนเป็นสกุลเดียวนั้น เราไม่มีเป้าหมายสุดท้ายของการร่วมกลุ่มเหมือนสหภาพยุโรป ที่จะรวมสกุลเงินเข้าด้วยกันเป็นเงินสกุลเดียว และคิดว่าน่าจะไม่มีในอนาคตเพราะเศรษฐกิจของ 10 ประเทศในอาเซียน ยังมีแตกต่างมากเกินไป เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของอินโดนีเซียมีขนาดใหญ่เป็น 100 เท่าของจีดีพีของประเทศลาว นอกจากนั้น เรามีบทเรียนของการรวมเป็นสกุลเงินยูโร เป็นเงินสกุลเดียวของประเทศในสหภาพยุโรป โดยมีนโยบายการคลังที่แตกต่างกัน ซึ่งในที่สุดก่อปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในปัจจุบัน
โดยโอกาสที่เป็นไปได้ ในอนาคตอาจจะเป็นเพียงการอิงค่าเงินกันเองระหว่างภูมิภาค โดยอาจจะมีสกุลใดสกุลหนึ่งในภูมิภาคนี้ กลายเป็นสกุลหลัก และมีสกุลอื่นมาอิงในลักษณะผูกโยงไปด้วยกัน ให้ไปในทิศทางเดียวกัน เช่น ค่าเงินสกุลหยวนของจีนเป็นเรือใหญ่ เรือเล็กอย่างค่าเงินบาทของไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศในอาเซียนอื่นๆ ผูกเรือโยงกับจีนด้วยเชือก อิงค่าเงินกันไป แต่เรือแต่ละลำก็สามารถขึ้นลงได้อิสระตามระดับน้ำ
เตรียมแบงก์ไทยรุกรับในตลาดอาเซียน
เมื่อมีถนนคือ ระบบการชำระเงินที่เชื่อมกันแล้ว มีเงินเคลื่อนย้ายได้ง่ายขึ้นแล้ว ก็มาถึงการให้บริการทางการเงิน ซึ่งธนาคารพาณิชย์จะเหมือนเป็นไกด์ให้กับนักลงทุนไทยที่จะไปรุกตลาดอาเซียน ขณะเดียวกัน ก็ต้องรับมือการเข้ามาเปิดสำนักงาน หรือธนาคารพาณิชย์ของประเทศในภูมิภาคที่จะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยด้วยทั้งนี้ เป้าหมายของการเปิดเสรีภาคการธนาคารนั้น เพื่อให้ตลาดการให้บริหารทางการเงินมีมากขึ้น และการเปิดเสรีจะช่วยให้ประชาชนได้รับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ที่ตอบโจทย์การให้บริการทางการเงินข้ามพรมแดนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาคธนาคารเป็นภาคที่มีความอ่อนไหว ทำให้เป็นการเปิดเสรีแบบ ASEAN-X คือ ตามความพร้อมและสอดคล้องของแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินของแต่ละประเทศ เพราะระบบสถาบันการเงินมีความอ่อนไหว และเกี่ยวเนื่องกับภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งการเปิดให้ต่างชาติเข้ามานั้น ในปี 2557 ประเทศไทยมีแผนที่จะเปิดใบอนุญาตธนาคารพาณิชย์ใหม่เต็มรูปแบบได้
โดยในขณะนี้ธนาคารกลางอาเซียน กำลังทำกรอบการเปิดเสรีภาคธนาคารภายในอาเซียน โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างมาตรฐานกลางของธนาคาร ที่เป็นธนาคารระดับอาเซียน ที่สามารถทำธุรกรรมการเงินได้ในทุกประเทศอาเซียน โดยมีจะการทำกรอบ มาตรฐานธนาคารอาเซียนหรือ Qualified ASEAN Bank : QAB ที่หากธนาคารใดได้มาตรฐานนี้ จะสามารถทำธุรกิจธนาคารในอาเซียนได้ทุกประเทศ โดยสิ้นปี 2555 นี้จะสรุปคุณสมบัติของ QAB และเริ่มมีการพิจารณาอนุญาต QAB ในปี 2557 และเริ่มการตั้งธนาคารพาณิชย์จริงในปี 2563
ด้าน นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ธปท. สายเสถียรภาพสถาบันการเงิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบสถาบันการเงินของไทยในขณะนี้มีความเข้มแข็ง และรับมือกับการแข่งขันจากธนาคารต่างประเทศที่เข้ามาได้แน่นอน เพราะเรามีจุดแข็งที่เรารู้จักลูกค้า และลูกค้ารู้จักเรา และในระบบการเงินการเปลี่ยนเงินฝากของประชาชนไปไว้ที่ธนาคารอื่น ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผลตอบแทนสูงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความไว้ใจและเชื่อใจด้วย นอกจากนั้น การให้ผลตอบแทนสูงๆ ธนาคารต่างประเทศเองก็ต้องพิจารณาด้วยว่า คุ้มค่าหรือไม่
ในเบื้องต้น ธนาคารที่จะได้เปรียบในการเปิดเออีซี อาจจะไม่ใช่ธนาคารในอาเซียนเอง แต่เป็นธนาคารต่างประเทศ เช่น ซิตี้แบงก์ เอสเอชบีซี ที่มีสาขาอยู่ทุกประเทศในอาเซียน ทำให้เขาเชื่อมโยงระบบการให้บริการทางการเงินได้ง่ายกว่าแบงก์ในอาเซียนที่อยู่ระหว่างเตรียมการในการเชื่อมโยงระบบเข้าด้วยกัน
ในขณะเดียวกัน การรุกของธนาคารไทยไปต่างประเทศ ธปท.มองว่า ในช่วงต้นก็จะเป็นไปในทิศทางของการตอบสนองความต้องการของลูกค้าของธนาคารเก่าของธนาคารที่ไปลงทุนในต่างประเทศมากกว่าการเข้าไปแย่งลูกค้าท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ธปท.ได้มีการหารือกับธนาคารพาณิชย์ไทย ถึงข้อจำกัดต่างๆ ในการทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการเจรจาลดอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้ธนาคารไทยมีโอกาสเข้าไปทำธุรกิจในอาเซียนได้สะดวกมากขึ้น เช่น อุปสรรคในเรื่องขอบเขตการทำธุรกิจ หรือการจำกัดสถานที่ตั้งของสาขา เป็นต้น
สิ่งที่ต้องติดตามคือ นวัตกรรมทางการเงินในรูปแบบใหม่จากธนาคารต่างประเทศ ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งประชาชนอาจจะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันที่มากขึ้น แต่บริการทางการเงินใหม่ๆนี้จะมีความเสี่ยงซ่อนอยู่ ทำให้ลูกค้าจึงต้องศึกษารูปแบบของบริการทางการเงินใหม่ๆเหล่านั้นให้ชัดเจน โดยเฉพาะศึกษาความเสี่ยงที่มีก่อนที่จะฝากเงิน หรือลงทุน
ธนาคารพาณิชย์ได้ตื่นตัวรับมือเออีซี
สำหรับการสำรวจการเตรียมความพร้อม ธนาคารพาณิชย์ได้ตื่นตัวรับมือกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ด้วยรูปแบบการสร้างเครือข่ายให้บริการลูกค้า มีความแตกต่างกัน ประมาณ 4 แบบ
แบบแรก ใช้รูปแบบการเปิดเครือข่ายสาขา และรูปแบบธนาคารท้องถิ่น โดยรูปแบบสาขา เช่น ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกรุงไทย โดยล่าสุด ในส่วนของธนาคารกรุงเทพ ล่าสุดได้รับอนุมัติจากธนาคารกลางอินโดนีเซีย เปิดสาขาย่อยสุราบายา ณ เมืองสุราบายา เมืองใหญ่อันดับ 2 ของอินโดนีเซีย เป็นสาขาที่ 2 ต่อจากสาขาจาการ์ตา โดยธนาคารกรุงเทพ มีเครือข่ายต่างประเทศมากถึง 26 แห่ง ใน 13 เขตเศรษฐกิจสำคัญทั่วโลก โดยในอาเซียน มีเครือข่ายสาขา 13 แห่ง ใน มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ลาว และสำนักงานตัวแทนในย่างกุ้ง ประเทศพม่าขณะที่ธนาคารกรุงไทยมีสาขา 4 แห่ง ในสิงคโปร์ กัมพูชา และลาว และธนาคารกรุงศรีฯมีสาขาที่ลาว 2 แห่ง
แบบที่ 2 ใช้รูปแบบจับมือเป็นพันธมิตร กับธนาคารในท้องถิ่น เช่น ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งล่าสุดจับมืออกริแบงก์ ธนาคารเวียดนามชั้นนำที่มีสาขามากที่สุด เข้าเป็นพันธมิตรเพิ่มเติม จากปี 2554 ธนาคารได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับเวียตตินแบงก์ เป็นแห่งแรกในเวียดนาม และยังเป็นพันธมิตรกับธนาคารท้องถิ่นในอาเซียน 7 แห่ง ใน 4 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ลาว เวียดนาม พร้อมตั้งเป้าหมายจะมีพันธมิตรธนาคารท้องถิ่นครบทั้ง 9 ประเทศ ภายในปี 2555 นี้
แบบที่ 3 คือ การเข้าไปซื้อกิจการ ซึ่งในส่วนของธนาคารไทยไปซื้อกิจการในต่างประเทศยังไม่มี ยกตัวอย่างได้จาก ธนาคารซีไอเอ็มบี มาเลเซีย ได้ใช้รูปแบบการเทกโอเวอร์ธนาคารท้องถิ่น เช่น ธนาคารในอินโดนีเซีย และในประเทศไทย ได้เข้ามาเทกโอเวอร์ธนาคารไทยธนาคาร เปลี่ยนชื่อใหม่ เป็นธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เพื่อใช้เป็นฐานเชื่อมโยงธุรกิจในอาเซียน
แบบที่ 4 คือ การรวมทุกแบบเข้าด้วยกัน เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่มีการตั้งเครือข่ายสาขาในสิงคโปร์ ลาว และกัมพูชา รวม 6 สาขา และมีการจับมือเป็นพันธมิตรกับธนาคารท้องถิ่นในเวียดนาม
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศนั้น ในขณะนี้ได้มีการขอความร่วมมือในธนาคารพาณิชย์ โค้ดราคาซื้อขายเงินโดยตรงระหว่างสกุลท้องถิ่นให้ชัดเจนขึ้น เช่น สกุลเงินบาท กับสกุลเงินริงกิต ของมาเลเซีย หรือล่าสุด สกุลเงินบาทกับสกุลเงินจ๊าดของพม่า
โดย ธปท.ต้องการให้การแลกเปลี่ยนสกุลเงินโดยตรงระหว่างกันในอาเซียน มีต้นทุนที่ถูกลงกว่าในปัจจุบัน เพราะในขณะนี้การแลกเงินโดยตรงมีค่าใช้จ่ายมากกว่าการแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ      ความต้องการ เงินบาทค้าชายแดนเพิ่ม
นายนพพร ประโมจนีย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.สายออกบัตรธนาคาร ให้ความเห็นว่า เมื่อเข้าสู่เออีซีแล้ว สัดส่วนของการใช้เงินบาทแลกเปลี่ยนในการค้าชายแดนพม่า ลาว และกัมพูชา จะมากขึ้น เพราะในเขตชายแดนเชื่อมต่อกับประเทศเหล่านี้รับเงินบาทในการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้า ควบคู่กับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่แล้ว แต่เมื่อเป็นเออีซี การใช้เงินบาทในฐานะตัวกลางในการซื้อขายการค้าชายแดนน่าจะมีความต้องการมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เงินบาทคงไม่ได้เป็นสกุลหลักในการค้าขายในภูมิภาค แต่เชื่อว่าบทบาทของเงินบาทน่าจะมีเพิ่มมากขึ้น โดยในช่วงต่อไปอาจจะมีการผ่อนคลายข้อจำกัดในการนำธนบัตร หรือเงินสด ข้ามเขตแดนระหว่างประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น จากในขณะนี้ที่กำหนดให้นำเงินข้ามแดนได้ไม่เกิน 500,000 บาท
ในส่วนของการพิมพ์ธนบัตรของ ธปท.นั้น ตามปกติจะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจของไทย แต่เมื่อเข้าสู่เออีซี การรวมตัวจะทำให้ตลาดและฐานการผลิตใหญ่ขึ้นไปด้วย ดังนั้น จำนวนการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มขึ้นในแต่ละปีอาจจะต้องพิจารณาภาพรวมของเออีซีเพิ่มเติมด้วย โดยขั้นตอนนี้อยู่ระหว่างการศึกษาแต่ทั้งนี้ การเข้าสู่เออีซีในปี 2558 จะเป็นเพียงการเริ่มต้นเปิดเสรีของระบบการเงินไทยเท่านั้น โอกาสที่การเปิดเสรีทางการเงินทั้งระบบสถาบันการเงิน การเคลื่อนย้ายเงินทุนเต็มรูปแบบคงยังไม่เกิดขึ้น จนกว่าประเทศไทยจะมีความพร้อมมากกว่านี้ เพราะตามกำหนดเออีซี ยอมให้การเปิดเสรีทางการเงินเต็มรูปแบบเลื่อนไปได้จนถึงปี 2563.
http://www.thai-aec.com/107